5 ขั้นตอนกู้ชีพมอเตอร์ไซค์คู่ใจ หลังจำเป็นต้องขี่ลุยน้ำท่วม

5 ขั้นตอนกู้ชีพมอเตอร์ไซค์คู่ใจ หลังจำเป็นต้องขี่ลุยน้ำท่วม
หน้าฝนในไทยทีไร ปัญหาน้ำท่วมขังบนท้องถนนมักเป็นสิ่งที่คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนมีความจำเป็นต้องขับขี่มอเตอร์ไซค์ลุยน้ำ ไม่ว่าจะเพื่อเดินทาง กลับบ้าน หรือขนย้ายข้าวของ
โดยทั่วไปแล้ว ระดับน้ำที่ปลอดภัยสำหรับมอเตอร์ไซค์ ไม่ควรเกิน 1 ฟุต (ประมาณครึ่งล้อ) หากเป็นรถรุ่นเก่าต้องระวังไม่ให้น้ำถึงระดับคาร์บูเรเตอร์ ส่วนรถรุ่นใหม่ระบบหัวฉีด ต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าท่อกรองอากาศอย่างเด็ดขาด แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้และจำเป็นต้องลุยน้ำมาแล้ว นี่คือวิธีดูแลและฟื้นฟูสภาพรถด้วยตัวเองง่าย ๆ หลังถึงบ้านครับ

5 ขั้นตอนกู้ชีพมอเตอร์ไซค์คู่ใจ
1. ถอดกรองอากาศมาไล่น้ำและทำความสะอาด
เมื่อผ่านการลุยน้ำท่วมขังสูง สิ่งแรกที่ต้องทำคือถอดหม้อกรองอากาศออกมาเช็ดและทำความสะอาด เพราะอาจมีหยดน้ำหลงเหลืออยู่ภายใน หากละเลย น้ำเหล่านี้อาจถูกดูดเข้าสู่ระบบเผาไหม้และสร้างความเสียหายหนักให้เครื่องยนต์ได้

ถอดกรองหรือเปลี่ยนใหม่-ล้างทำความสะอาดชุดข้าง เพื่อไม่ให้เป็นสนิม
2. เช็ดและไล่ความชื้นที่ชุดหัวเทียน
ความชื้นในระบบไฟมักทำให้รถดับหรือสตาร์ทติดยาก ให้ถอดหัวเทียนและปลั๊กหัวเทียนออกมาเป่าลมหรือเช็ดให้แห้งสนิท (ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาฉีด) ก่อนใส่กลับ ให้ลองทดสอบไฟสปาร์คโดยเสียบหัวเทียนเข้าปลั๊ก นำส่วนโลหะไปแตะกับเสื้อสูบ แล้วลองสตาร์ทดู หากมีกระแสไฟสปาร์คที่เขี้ยวหัวเทียน ถือว่าระบบไฟยังทำงานปกติ
3. ตรวจเช็คสีน้ำมันเครื่องทันที
สังเกตระดับน้ำมันเครื่องผ่านช่องมอง หรือหมุนจุกเติมน้ำมันเครื่องออกมาดู หากพบว่าน้ำมันเครื่องเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นคล้ายนมเย็น แสดงว่ามีน้ำเล็ดลอดเข้าสู่เครื่องยนต์แล้ว ให้รีบถ่ายน้ำมันเครื่องเก่าทิ้งและเปลี่ยนใหม่ทันที หากปล่อยทิ้งไว้ ความชื้นจะก่อให้เกิดสนิมและกัดกร่อนชิ้นส่วนภายในจนพังเสียหาย

ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เมื่อลุยน้ำและน้ำเข้าเครื่อง น้ำมันผสมกับน้ำจะเปลี่ยนสี
4. ระวังหลอดไฟหน้า-ไฟท้าย
หากสังเกตเห็นว่ามีน้ำหรือหยดน้ำเกาะอยู่ข้างในโคมไฟ ให้ถอดชุดโคมออกมาเทน้ำออกให้แห้ง ข้อควรระวังคือ ห้ามใช้มือเปล่าสัมผัสโดนหลอดไฟโดยตรง เพราะคราบไขมันจากผิวหนังจะทำให้หลอดไฟเกิดจุดความร้อนสูงและไส้หลอดขาดได้ง่าย
5. ไล่น้ำออกจากระบบเบรก
การจอดรถทิ้งไว้ไม่ได้ช่วยให้น้ำในชุดเบรกแห้งเองได้ หลังพ้นระยะน้ำท่วม ให้ค่อย ๆ ขี่รถช้า ๆ แล้วกดเบรกย้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้ง เพื่อใช้ความร้อนจากการเสียดสีช่วยไล่น้ำออกจากหน้าสัมผัส หรือหากมีเวลา ควรแกะผ้าเบรกออกมาเป่าลมทำความสะอาด จะช่วยคืนประสิทธิภาพการเบรกได้ไวที่สุด
การสละเวลาดูแลมอเตอร์ไซค์หลังลุยน้ำเพียงเล็กน้อย จะช่วยยืดอายุการใช้งานและลดค่าซ่อมบำรุงระยะยาวได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม หากทำตามขั้นตอนข้างต้นแล้ว รถยังคงมีอาการกระตุก สตาร์ทติดยาก หรือมีเสียงดังผิดปกติ แนะนำให้รีบนำรถเข้าศูนย์บริการหรืออู่ช่างที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจเช็คอย่างละเอียดทันทีครับ

- น้ำไม่ยุบตัว: น้ำมีความหนาแน่นมากกว่าอากาศและไม่ยุบตัว
- แรงกระแทก: เมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นเพื่ออัดอากาศแต่วัดเจอ “น้ำ” จะเกิดแรงต้านมหาศาลทันที
- ก้านคดหรือพัง: แรงอัดของเครื่องยนต์ที่ฝืนดันน้ำทำใหก้านสูบคดงอหรือหักในพริบตาเมื่อมีการพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์
- ห้ามสตาร์ทรถเด็ดขาด: หากรถลุยน้ำท่วมหรือดับกลางน้ำ ห้ามกดปุ่มสตาร์ทหรือถีบสตาร์ทซ้ำ
- ถอดแบตเตอรี่: ถอดขั้วแบตเตอรี่ออกเพื่อตัดระบบไฟฟ้า
- ถ่ายน้ำมันเครื่อง: เช็คดูว่ามีน้ำปนในน้ำมันเครื่องหรือไม่ (กลายเป็นสีนมข้น)
- นำรถส่งศูนย์บริการ:ให้ช่างผู้ชำนาญการทำการไล่น้ำออกจากห้องเครื่องและตรวจสอบสภาพก้านสูบก่อนใช้งาน